ในโลกของโทรทัศน์ มีซีรีส์ไม่กี่เรื่องที่กล้าทำหน้าที่เป็นภาคก่อน (prequel) ของผลงานระดับตำนานอย่าง 'Breaking Bad' และยิ่งน้อยกว่านั้นที่ทำได้ดีจนหลายคนยกให้ 'ดีกว่าภาคพ่อ' นั่นคือ 'Better Call Saul' ซีรีส์ที่พาเราย้อนกลับไปพบกับจิมมี่ แมคกิลล์ ทนายธรรมดา ก่อนที่เขาจะกลายเป็นซอล กู๊ดแมน ทนายสายเทาแห่งอัลบูเคอร์คี
เนื้อเรื่องย่อ (ไม่สปอยล์ตอนจบ)
เรื่องราวเกิดขึ้นในปี 2002 หกปีก่อนเหตุการณ์ใน Breaking Bad จิมมี่ แมคกิลล์ (Bob Odenkirk) เป็นทนายความที่พยายามดิ้นรนเพื่อสร้างชื่อในเมืองอัลบูเคอร์คี เขามีพี่ชายชื่อชัค (Michael McKean) ซึ่งเป็นหุ้นส่วนในสำนักงานกฎหมายชั้นนำ แต่กลับไม่สนับสนุนจิมมี่เท่าที่ควร จิมมี่ต้องเผชิญกับอุปสรรคทั้งจากระบบกฎหมายและจากตัวตนที่ขัดแย้งภายใน ขณะเดียวกันก็ได้พบกับคิม เว็กซ์เลอร์ (Rhea Seehorn) ทนายสาวผู้เป็นทั้งเพื่อนร่วมงานและคนรัก ซีรีส์ยังติดตามเส้นทางของไมค์ เออร์มันเทราท์ (Jonathan Banks) อดีตตำรวจที่ผันตัวมาเป็นคนเก็บเงินและกลายเป็นมือปืนในโลกอาชญากรรม รวมถึงนาโช่ วาร์กา (Michael Mando) ลูกน้องในแก๊งค้ายาที่พยายามหาทางออกจากวังวน
งานการแสดงและตัวละคร
Bob Odenkirk สร้างผลงานที่ดีที่สุดในชีวิตการแสดงของเขา การเปลี่ยนผ่านจากจิมมี่ผู้มีจิตใจดีแต่ผิดทาง สู่ซอล กู๊ดแมนที่ไร้ยางอายเป็นเรื่องที่น่าติดตาม Rhea Seehorn ในบทคิม เว็กซ์เลอร์คือหัวใจของซีรีส์ เธอแสดงความซับซ้อนของตัวละครที่ทั้งแข็งแกร่งและเปราะบางได้อย่างน่าเหลือเชื่อ Jonathan Banks ยังคงยอดเยี่ยมในบทไมค์ และ Michael McKean ทำให้ชัคเป็นตัวละครที่ทั้งน่าสงสารและน่าเกลียดในเวลาเดียวกัน การแสดงของนักแสดงสมทบเช่น Giancarlo Esposito (กุสตาโว ฟริง) ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง
งานกำกับ ภาพ และดนตรี
ผู้สร้าง Vince Gilligan และ Peter Gould นำเสนอซีรีส์ที่พิถีพิถันทุกรายละเอียด งานภาพของ Better Call Saul สวยงามและมีเอกลักษณ์ด้วยการใช้มุมกล้องที่สร้างสรรค์และสีสันที่สดใสตัดกับความมืดของเนื้อหา ดนตรีประกอบโดย Dave Porter ช่วยสร้างบรรยากาศที่ทั้งตึงเครียดและสะเทือนอารมณ์ การตัดต่อและลำดับภาพในบางตอนชวนให้นึกถึงภาพยนตร์ศิลปะ ทำให้ซีรีส์นี้เป็นงานศิลปะชั้นสูง
บทวิเคราะห์จากกองบรรณาธิการ
Better Call Saul ไม่ใช่แค่ซีรีส์พรีเควล แต่เป็นการสำรวจตัวละครอย่างลึกซึ้งว่า 'คนดีกลายเป็นคนชั่วได้อย่างไร' ซีรีส์ตั้งคำถามถึงศีลธรรม ครอบครัว และการเลือกทางเดินในชีวิต จุดเด่นคือการเล่าเรื่องที่ช้าแต่ได้อารมณ์ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอะไหล่จาก Breaking Bad ตลอดเวลา หลายคนอาจมองว่าช่วงแรกช้าไปบ้าง แต่เมื่อเนื้อเรื่องดำเนินไป ความสนุกและความซับซ้อนจะทำให้คุณไม่อยากหยุดดู
สรุป
Better Call Saul คือซีรีส์ที่สมบูรณ์แบบในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการแสดง บท ภาพ หรือดนตรี หากคุณเป็นแฟน Breaking Bad คุณจะต้องหลงรัก และถ้าคุณยังไม่เคยดู ซีรีส์นี้ก็ยังคงยืนด้วยตัวเองได้อย่างสง่างาม ดูเถิด คุณจะไม่เสียใจ
ภาพจากหนัง
👍 จุดเด่น
- +การแสดงระดับมาสเตอร์พีซของ Bob Odenkirk และ Rhea Seehorn
- +บทละครที่ลึกซึ้งและซับซ้อน ตัวละครมีมิติ
- +งานภาพและดนตรีที่สวยงามและสร้างบรรยากาศได้ดีเยี่ยม
👎 จุดด้อย
- −ช่วงต้นซีซันแรกอาจช้าเกินไปสำหรับบางคน
- −ต้องดู Breaking Bad มาก่อนเพื่อเข้าใจความเชื่อมโยงอย่างเต็มที่
นักแสดงนำ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
แนะนำให้ดู Breaking Bad ก่อน เพราะซีรีส์เชื่อมโยงกันและมีสปอยล์บางส่วน แต่ถ้าอยากดูแบบไม่รู้เรื่องเดิมก็ได้ เพียงแต่จะพลาดรายละเอียดสำคัญ
ทั้งหมด 6 ซีซัน รวม 63 ตอน จบแล้ว
เป็นเรื่องของรสนิยม หลายคนคิดว่าดีกว่าเพราะเน้นการพัฒนาตัวละครและอารมณ์มากกว่า ขณะที่ Breaking Bad เข้มข้นกว่าด้วยアクション
เป็นพรีเควลที่เล่าเรื่องก่อนเหตุการณ์ใน Breaking Bad มีตัวละครร่วมหลายตัว เช่น ไมค์ กัส และทูโก ซาลามังกา รวมถึงฉากหลังที่อัลบูเคอร์คี