เมื่อพูดถึงซีรีส์การแพทย์ที่โด่งดังไปทั่วโลก คงไม่มีใครไม่รู้จัก 'หมอเฮาส์ นักบุญปากร้าย' (House) ซีรีส์ที่สร้างปรากฏการณ์ด้วยตัวละครเอกที่ทั้งเกลียดคนไข้ เสพติดยา และมีปากเป็นกรด แต่กลับเป็นหมอที่เก่งที่สุดเท่าที่เคยมีมา กองบรรณาธิการของเราขอพาทุกท่านไปดำดิ่งสู่โลกของดร.เกรกอรี่ เฮาส์ หมออัจฉริยะผู้ไม่สนใจกฏเกณฑ์ใดๆ นอกจากความจริงทางการแพทย์
เนื้อเรื่องย่อ (ไม่สปอยล์ตอนจบ)
เรื่องราวของ 'หมอเฮาส์' เกิดขึ้นที่โรงพยาบาลพรินซ์ตัน-เพลนส์โบโร (PPTH) ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ ดร.เกรกอรี่ เฮาส์ หัวหน้าแผนกวินิจฉัยโรค นำทีมแพทย์รุ่นใหม่ไฟแรง ประกอบด้วย ดร.เอริค โฟร์แมน, ดร.โรเบิร์ต เชส และ ดร.อลิสัน คาเมรอน ร่วมกันไขปริศนาทางการแพทย์ที่ซับซ้อน ซึ่งมักเป็นเคสที่หมอคนอื่นวินิจฉัยไม่ได้
จุดเด่นของซีรีส์คือ 'การวินิจฉัยด้วยวิธีแปลกพิลึก' ที่แม้จะดูเหลือเชื่อ แต่ก็มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และความเป็นไปได้ทางการแพทย์ เฮาส์มักใช้วิธีการที่เสี่ยงและผิดระเบียบ แต่สุดท้ายก็ช่วยชีวิตคนไข้ได้เสมอ แถมยังสอดแทรกมุกกัดและปรัชญาชีวิตที่ทำให้เราต้องคิดตาม ซีรีส์นี้มีทั้งหมด 8 ซีซั่น 176 ตอน แต่ละตอนเหมือนจิ๊กซอว์ชิ้นหนึ่งที่ค่อยๆ ประกอบเป็นภาพรวมของชีวิตตัวละคร
งานการแสดงและตัวละคร
หัวใจของซีรีส์นี้อยู่ที่ ฮิวจ์ ลอรี (Hugh Laurie) ผู้รับบทหมอเฮาส์ นักแสดงชาวอังกฤษที่สามารถถ่ายทอดความเกรียน เฉลียวฉลาด และเปราะบางในเวลาเดียวกันได้อย่างน่าทึ่ง การเดินกะโผลกกะเผลก การใช้ไม้เท้า และสีหน้าที่ดูถูกโลกของเขากลายเป็นสัญลักษณ์ของซีรีส์ไปแล้ว ต้องบอกว่าหากไม่มีลอรี ซีรีส์นี้คงไม่ประสบความสำเร็จขนาดนี้
นอกจากนี้ ตัวละครรอบข้างก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ลิซ่า เอเดลสไตน์ (Lisa Edelstein) ในบทคัดดี้ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลที่ต้องรับมือกับความปากจัดของเฮาส์ โรเบิร์ต ฌอน เลียวนาร์ด (Robert Sean Leonard) ในบทวิลสัน เพื่อนสนิทมะเร็งวิทยาที่เป็นเสมือนเสียงแห่งเหตุผล และทีมแพทย์รุ่นใหม่ที่แต่ละคนมีบุคลิกแตกต่างกัน ทำให้เกิดเคมีที่ลงตัวและน่าติดตาม
งานกำกับ ภาพ และดนตรี
ในด้านการกำกับ 'หมอเฮาส์' มีสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ กล้องมักใช้มุมที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนเป็นผู้สังเกตการณ์ หรือบางครั้งก็ใช้เทคนิคแฟลชแบ็คและจินตนาการของตัวละครเพื่ออธิบายแนวคิดทางการแพทย์ที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่ายขึ้น การตัดต่อที่รวดเร็วและฉับไวช่วยเพิ่มความตื่นเต้นในระหว่างการวินิจฉัยโรค
ด้านดนตรีประกอบโดย เจสัน เดอร์ลาตกา (Jason Derlatka) และ จอน เอิร์ลลิช (Jon Ehrlich) สร้างบรรยากาศที่ทั้งเคร่งเครียดและสะเทือนอารมณ์ โดยเฉพาะธีมเพลงเปิด 'Teardrop' ของ Massive Attack ที่กลายเป็นเพลงคลาสสิกที่จดจำได้ทันที แม้ว่าในภายหลังจะถูกเปลี่ยนไปเนื่องจากลิขสิทธิ์ แต่ก็ยังคงความทรงจำที่ดี
บทวิเคราะห์จากกองบรรณาธิการ
สิ่งที่ทำให้ 'หมอเฮาส์' เหนือกว่าซีรีส์การแพทย์อื่นๆ คือการที่มันไม่ใช่แค่เรื่องของโรคและยา แต่เป็นเรื่องของมนุษย์และความสัมพันธ์ เฮาส์เป็นตัวละครที่ซับซ้อน เขาเกลียดคนไข้เพราะเขาเกลียดความไม่สมบูรณ์แบบของมนุษย์ แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ทุ่มเทชีวิตเพื่อไขปริศนาของโรค ซึ่งสะท้อนถึงปรัชญาที่ว่า 'ทุกคนโกหก' (Everybody lies) และการวินิจฉัยต้องมองให้ลึกกว่าที่ตาเห็น
อีกประเด็นที่โดดเด่นคือการนำเสนอประเด็นทางจริยธรรมทางการแพทย์ เช่น การใช้ยาที่ไม่ได้รับการอนุมัติ การทดลองในมนุษย์โดยไม่ได้รับความยินยอม หรือการตัดสินใจระหว่างชีวิตคนไข้กับกฎระเบียบ ซีรีส์ชวนให้เราตั้งคำถามถึงความหมายของชีวิตและความถูกผิด ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากในละครทั่วไป
สรุป
หมอเฮาส์ นักบุญปากร้าย คือซีรีส์ที่ควรค่าแก่การดูไม่ว่าจะเป็นแฟนพันธุ์แท้การแพทย์หรือคนทั่วไปที่ชอบเรื่องราวชวนคิด งานแสดงของ Hugh Laurie เพียงพอที่จะทำให้คุณติดงอมแงม แต่เนื้อหาที่ลึกซึ้งและบทสนทนาที่คมกริบคือสิ่งที่ทำให้ซีรีส์นี้เป็นอมตะ หากคุณยังไม่เคยดู เริ่มต้นเลย แล้วคุณจะเข้าใจว่าทำไมหมอใจร้ายคนนี้ถึงเป็นที่รักของคนทั้งโลก
ภาพจากหนัง
👍 จุดเด่น
- +การแสดงของ Hugh Laurie ที่ยอดเยี่ยมและเป็นตำนาน
- +พล็อตการวินิจฉัยโรคที่ซับซ้อนและน่าติดตาม
- +บทสนทนาคมคายและมุกกัดที่ตราตรึง
- +ตัวละครทุกตัวมีมิติและพัฒนาการชัดเจน
- +ผสมผสานความรู้ทางการแพทย์กับปรัชญาชีวิตได้ลงตัว
👎 จุดด้อย
- −บางตอนมีสูตรสำเร็จที่ซ้ำซาก (วินิจฉัยผิดแล้วผิดอีก)
- −เนื้อเรื่องในซีซั่นหลังๆ อาจยืดเยื้อและดราม่าเกินไป
นักแสดงนำ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
หมอเฮาส์มีทั้งหมด 8 ซีซั่น 176 ตอน
หมอเฮาส์มีอาการปวดขาจากภาวะกล้ามเนื้อตายในขา (infarction) ทำให้ต้องเดินกะเผลกและใช้ไม้เท้า รวมถึงติดยาแก้ปวด Vicodin
ไม่สปอยล์ แต่บอกได้ว่าตอนจบให้ความรู้สึกที่สมบูรณ์และสะท้อนตัวละครได้ดี
ตัวละครหมอเฮาส์ได้รับแรงบันดาลใจจากบทความของ Dr. Thomas Bolte ซึ่งเป็นหมอที่ใช้วิธีวินิจฉัยแบบไม่ธรรมดา แต่ไม่ใช่บุคคลจริงทั้งหมด